วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เทคโนโลยีการสื่อสาร

ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
                   ตามพจนานุกรม  ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2542 ได้ให้ความหมายของคำต่าง ๆ ที่
เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  ดังนี้
                   เทคโนโลยี หมายถึงวิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะในการนำเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์
ในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรม
                   สารสนเทศ  หมายถึง  ข่าวสาร  การแสดงหรือชี้แจงข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ
                   ข้อมูล  หมายถึง  ข้อเท็จจริง  หรือสิ่งที่ยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริง
                   การสื่อสาร หมายถึง การนำสื่อหรือข้อความของฝ่ายหนึ่งส่งให้อีกฝ่ายหนึ่ง  ประกอบด้วยผู้ส่งข่าวสาร
หรือแหล่งกำเนิดข่าวสาร ช่องทางการส่งข้อมูล ซึ่งเป็นสื่อกลางหรือตัวกลางอาจเป็นสายสัญญาณ  และหน่วยรับ
ข้อมูลหรือผู้รับสาร
                   จากความหมายดังกล่าว  สามารถกล่าวขยายอธิบายเพิ่มเติมได้  คือ
                   เทคโนโลยี (Technology) มีความหมายมาจากคำ 2 คำ คือเทคนิค (Technique) ซึ่งหมายถึง  วิธีการที่มีการพัฒนาและสามารถนำไปใช้ได้ และคำว่า ลอจิก (Logic) ซึ่งหมายถึงวิธีการปฏิบัติที่มีการจัดลำดับอย่างมีรูปแบบและขั้นตอนเพื่อที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในเรื่องความเร็ว (Speed) ความน่าเชื่อถือ (Reliably) และความถูกต้อง  ซึ่งคุณสมบัติที่กล่าวถึงนี้มีอยู่อย่างครบถ้วนในเครื่องคอมพิวเตอร์
       อย่างไรก็ตาม  ความหมายของคำว่าเทคโนโลยี  ไม่ได้หมายถึงแต่เพียงคอมพิวเตอร์เท่านั้นเพราะเทคโนโลยีที่เราพบเห็นยังมีอีกหลายอย่าง เช่น เทคโนโลยีด้านการสื่อสาร  และ โทรคมนาคมเทคโนโลยีเครือข่าย  เทคโนโลยีสำหรับการผลิต  การจัดการในงานธุรกิจและงานอุตสาหกรรม เป็นต้น
       เทคโนโลยี  ในความหมายของคำว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารก็คือ  เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยประมวลผลข้อมูลให้ได้มาซึ่งสารสนเทศ  โดยระบบคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยองค์ประกอบหลักที่สำคัญคือ ฮาร์ดแวร์  หรือตัวเครื่องและอุปกรณ์รอบข้าง  ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรม  และผู้ทำงานที่ต้องการทำงานอย่างสัมพันธ์กัน
                   การสื่อสาร (Communication)  แต่เดิมมักได้ยินแต่คำว่า IT  หรือ Information Technology  เท่านั้น
ต่อมาได้นำตัว C หรือ Communication เข้ามาร่วมด้วย  เนื่องจากเทคโนโลยีการสื่อสารได้พัฒนาอย่างมาก  และ
สามารถที่จะนำสื่อสารในเทคโนโลยีได้
                   การสื่อสารครอบคลุมประเด็นในเรื่ององค์ประกอบ  3  ส่วน ได้แก่  ผู้ส่งสาร ช่องทางการสื่อสาร และ
ผู้รับสาร และมีระบบการสื่อสาร 2 ประเภท คือ ประเภทมีสาย  และประเภทไม่มีสายหรือไร้สาย  เทคโนโลยีการ 
สื่อสาร  ได้แก่  อินเทอร์เน็ต  โดยเฉพาะบริการเวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web)  หรือ  (web)
                   จึงกล่าวได้ว่า  เทคโนโลยีสารสนเทศ  หมายถึง  "วิทยาการต่างๆ  ที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลข่าวสาร
ของฝ่ายหนึ่งส่งให้อีกฝ่ายหนึ่ง"   กล่าวคือ  เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง  กับการจัดการ
สารสนเทศ  ที่อาศัยเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์  และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมเป็นหลัก  ตั้งแต่การ
รวบรวม  การจัดเก็บข้อมูล  การประมวลผล  การพิมพ์  การสร้างรายงาน  การสื่อสารข้อมูล  ฯลฯ  เพื่อให้ได้
สารสนเทศไว้ใช้งานได้อย่างทันเหตุการณ์ก่อให้เกิดประสิทธิภาพทั้งในด้านการผลิต  การบริการ  การบริหาร
และ การดำเนินงานต่าง ๆ   รวมทั้งเพื่อการศึกษา และการเรียนรู้   ซึ่งจะส่งผลต่อความได้เปรียบทางด้าน
เศรษฐกิจ  การค้า  และการพัฒนาคุณภาพชีวิต  และคุณภาพของประชาชนในสังคม
                   ปัจจุบันเทคโนโลยีถูกนำมาใช้ในทุกวงการ  เช่น  นำมาใช้ในวงการแพทย์  เรียกว่า  เทคโนโลยี
ทางการแพทย์ (Medical Technology) นำมาใช้ทาง การเกษตร เรียกว่า เทคโนโลยีทางการเกษตร (Agricultural
Technology)  นำมาใช้ทางการอุตสาหกรรม เรียกว่า เทคโนโลยีทางอุตสาหกรรม (Industrial Technology)
นำมาใช้ทางการสื่อสาร เรียกว่า เทคโนโลยีการสื่อสาร (Communication Technology) และนำมาใช้ในวงการ
อื่น ๆ อีกมากมาย รวมทั้งนำมาใช้ในวงการศึกษา ที่เรียกว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา (Educational Technology) 
https://www.gotoknow.org/posts/308385

คําแสลงภาษาอังกฤษ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ คําแสลงภาษาอังกฤษ
ASSHOLE แอสโฮล (ใช้ด่าเฉพาะผู้ชาย-ความหมายแรง)?ความหมายตรงตัวแปลว่ารูตูด แต่ภาษาพูดแปลว่า อีตาบ้า,ไอ้บ้า?
BITCH (ใช้ด่าเฉพาะผู้หญิง-ความหมายแรงมาก)?แปลว่า นังแรด, ยัยแรด (เช่น You’re such a son of a b…i…t…c…h)
SLUTS (ใช้ด่าเฉพาะผู้หญิง-ความหมายแรงมาก) แปลว่า นังแรด, ยัยแรด
WHORE (ใช้ด่าเฉพาะผู้หญิง-ความหมายแรงมาก) แปลว่า คุณโส…,นังแพศยา
WIMP หมายถึง นายแหย (พี่แหยประจำโรงเรียน)
SISSY หมายถึง นายแหย (พี่แหยประจำโรงเรียน)
NERD หมายถึง พวกเรียนเก่งแต่เข้าสังคมไม่ได้, พวกทำตัวเฉิ่ม
GEEK หมายถึง พวกเรียนเก่งแต่เข้าสังคมไม่ได้
DORK หมายถึง พวกเรียนเห่ย
PREPS หมายถึง พวกป็อปแต่นิสัยแย่
JOGS หมายถึง นักกีฬาบึกๆที่ชอบหลงตัวเอง
BIMBO, DUMB BLONDE หมายถึง ผู้หญิงผมบลอนด์ที่สวยแต่ไร้สมอง
WANNABE หมายถึง พวกอยากป็อปแต่ไม่ป็อปซะที
SLAGGER หมายถึง เจ้าเด็กขี้เกียจ
SLEEPY HEAD แปลว่า เจ้าขี้เซา (เช่น Time to wake up, sleepy head. แปลว่า ได้เวลาตื่นแล้วเจ้าขี้เซา)

คำคมภาษาอังกฤษ




I don't care if you're black, white, short, tall, skinny, rich or poor. If you respect me, I'll respect you.
(ฉันไม่สนใจว่าคุณจะดำ, ขาว, เตี้ย, สูง, ผอม, รวยหรือจน แต่ถ้าคุณเคารพฉัน ฉันก็จะเคารพคุณ)
We don't grow when things are easy. We grow when we face challenges.
(เราจะไม่เติบโตขึ้นหากทุกสิ่งที่เจอนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่เราจะเติบโตขึ้นเมื่อเราได้เผชิญหน้ากับความท้าทาย)
Don't judge people by their looks.
(อย่าตัดสินคนแค่เพียงภาพลักษณ์ภายนอก)
Every story has an end but in life every end is a new beginning.
(เรื่องราวทุกเรื่องนั้นมีตอนจบ แต่ในชีวิตจริง ในทุกๆตอนจบคือการเริ่มต้นครั้งใหม่)
When is the best time to tell someone you love him ?
Before someone else does.
(ตอนไหนคือเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะบอกใครบางคนว่าคุณรักเค้า ?
ก่อนที่คนอื่นจะบอกเขาคนนั้น
ก่อนคุณ
)
The only way to do great work is to love what you do. Steve Jobs
(หนทางเดียวที่จะทำงานให้ดีเยี่ยมคือ"รัก"ในสิ่งที่คุณทำ - Steve Jobs)

วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560

ประวัติศาสตร์

"ประวัติศาสตร์" เป็นคำที่มีความหมายหลากหลาย แต่ความหมายที่สำคัญที่ใช้โดยทั่วไปคือ 1) เหตุการณ์ในอดีตทั้งหมดของมนุษย์ หรืออดีตทั้งหมดของมนุษย์ตั้งแต่มีมนุษย์เกิดขึ้นมาในโลกจนถึงวินาทีที่พึ่งผ่านมา และ 2) หมายถึงเรื่องราวของบางเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตที่เรารู้หรือเข้าใจ นั่นคือสิ่งที่นักประวัติศาสตร์สร้างขึ้นมาเกี่ยวกับอดีตที่ผ่านพ้นไป[ต้องการอ้างอิง]
นักปรัชญาประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงให้คำอธิบายถึงคำว่า "ประวัติศาสตร์" ไว้ เช่น
อาร์. จี. คอลลิงวูด (R. G. Collingwood) อธิบายว่าประวัติศาสตร์คือวิธีการวิจัยหรือการไต่สวน ... โดยมีจุดมุ่งหมายจะศึกษาเกี่ยวกับ ... พฤติการณ์ของมนุษยชาติที่เกิดขึ้นในอดีต
อี. เอช. คาร์ (E. H. Carr) อธิบายว่าประวัติศาสตร์นั้นก็คือกระบวนการอันต่อเนื่องของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักประวัติศาสตร์กับข้อมูลของเขา ประวัติศาสตร์คือบทสนทนาอันไม่มีที่สิ้นสุดระหว่างปัจจุบันกับอดีต[9] (a continuous process of interaction between the present and the past.)
ส่วน ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล นักประวัติศาสตร์ อธิบายคำว่าประวัติศาสตร์ดังนี้ "การเข้าใจอดีตนั้นคือประวัติศาสตร์ ... เราต้องเข้าใจว่าความรู้เกี่ยวกับอดีตนั้นสร้างใหม่ได้เรื่อย ๆ เพราะทัศนะมุมมองของสมัยที่เขียนประวัติศาสตร์นั้นเปลี่ยนอยู่เสมอ ..."[ต้องการอ้างอิง]
วิธีการทางประวัติศาสตร์ หมายถึง กระบวนการศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อให้ได้ความรู้และคำตอบที่เชื่อว่าสะท้อนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอดีตได้ถูกต้องมากที่สุด ซึ่งไม่มีใครสามารถตอบได้ว่าข้อเท็จจริงที่ถูกต้องคืออะไร ดังนั้น จึงต้องมีกระบวนการศึกษา และการใช้เหตุผลในการตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐานและนำไปใช้อย่างถูกต้อง ทำให้การศึกษาประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์ที่สะท้อนข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากนิทาน นิยาย หรือเรื่องบอกเล่าที่เลื่อนลอย
นิตเช นักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมัน ผู้ตีความว่าข้อเท็จจริงคือคำอธิบายที่เกิดจากการตีความของเราเอง
ปัญหาเชิงปรัชญาประการหนึ่งเกี่ยวกับการแสวงหาคำตอบหรือคำอธิบายทางประวัติศาสตร์ที่ถกเถียงกันมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16-17 คือ การหาความจริงทางประวัติศาสตร์เป็นการหาความจริงแบบไหน? และสามารถพิสูจน์/เปรียบเทียบกับการหาความจริงทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร? ทั้งนี้ เพราะเชื่อกันว่าการหาความรู้/ความจริงแบบวิทยาศาสตร์เป็นการหาความรู้/ความจริงที่ถูกต้อง มาในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 คำถามที่ถกเถียงกันมากก็คือ ประวัติศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์หรือศิลปะ? และนักประวัติศาสตร์หลายคนพยายามเสนอ (defense) โดยทำให้ประวัติศาสตร์มีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ มีการนำวิธีการ "วิพากษ์" หลักฐานทางประวัติศาสตร์มาใช้ นักประวัติศาสตร์ในยุคนั้นพยายามทำให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ กระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 ถึงปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะเห็นว่าความเป็น "วัตถุวิสัย" ของประวัติศาสตร์ลดลง เช่นเดียวกันกับที่ยอมรับว่าวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ความรู้ที่สมบูรณ์[10]
การศึกษาประวัติศาสตร์เริ่มจากการตั้งคำถามพื้นฐานหลัก 5 คำถาม คือ "เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในอดีต" (What), "เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่" (When), "เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่ไหน" (Where), "ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น" (Why), และ "เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร" (How) วิธีการทางประวัติศาสตร์ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ได้แก่
  • การตั้งเรื่องที่ต้องการสืบค้น
  • การรวบรวมหลักฐาน
  • การวิเคราะห์ ตีความ ประเมินหลักฐาน
  • การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของหลักฐาน
  • การนำเสนอข้อเท็จจริง[11]
นอกจากนี้ รอบิน จี. คอลลิงวูด (R. G. Collingwood) นักปรัชญาประวัติศาสตร์คนสำคัญชาวอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผู้เป็นเจ้าของผลงานเรื่อง Idea of History ให้ความเห็นเกี่ยวกับวิธิการศึกษาประวัติศาสตร์ ดังนี้
  • วิธีการศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างจากการศึกษาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
  • นักประวัติศาสตร์ต้องระมัดระวังในการยืนยันความถูกต้องของหลักฐาน
  • การนำเสนอในลักษณะ "ตัด-แปะประวัติศาสตร์" ไม่ถูกต้องและเป็นวิธีการที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ควรนำเสนอโดยการประมวลความคิดให้เป็นข้อสรุป
  • วิธีการทางประวัติศาสตร์ที่มีลักษณะเป็นแบบวิทยาศาสตร์คือการตั้งคำถาม
เบเนเดทโต โครเช่ (Benedetto Croce) นักปราชญ์ชาวอิตาลีต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผู้กล่าวว่า ประวัติศาสตร์ทั้งหมดคือประวัติศาสตร์ร่วมสมัย[12]
ประโยชน์ของการศึกษาประวัติศาสตร์จะช่วยให้มนุษย์เกิดสำนึกในการค้นคว้าและสืบค้นข้อมูลที่เชื่อมโยงอดีตและปัจจุบัน อันสร้างความภูมิใจและกระตุ้นความรู้สึกนิยมในชาติหรือเผ่าพันธุ์ ตลอดจนตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษสั่งสมไว้, ประวัติศาสตร์ช่วยให้เกิดการเรียนรู้จากอดีตเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับปัจจุบัน องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาประวัติศาสตร์จะทำให้เข้าใจถึงปัญหา สาเหตุของปัญหา และผลกระทบจากปัญหา, การศึกษาประวัติศาสตร์ก่อให้เกิดองค์ความรู้ที่หลากหลาย ซึ่งสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปกำหนดยุทธศาสตร์ในการดำเนินนโยบายให้เป็นประโยชน์ต่อทั้งปัจจุบันและอนาคต, วิธีการทางประวัติศาสตร์ทำให้ผู้ศึกษาสั่งสมประสบการณ์และทักษะในการวิเคราะห์ ไต่สวน และแก้ปัญหา ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการศึกษาศาสตร์แขนงอื่น ๆ คุณสมบัตินี้นับเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาคุณภาพประชากรในสังคมที่เจริญก้าวหน้าและมีพัฒนาการสูง
สำหรับผู้ศึกษาประวัติศาสตร์นั้นจะต้องมีคุณสมบัติต่าง ๆ ประกอบด้วย
  • มีความเป็นกลาง (Objectiveness or Objectivity)
  • มีความคิดที่เป็นประวัติศาสตร์ (Historical thinking)
  • มีความถูกต้องแม่นยำ (Accurary)
  • มีความเป็นระเบียบในการจัดเก็บและบันทึกข้อมูล (Love of order)
  • มีลำดับการทำงานที่เป็นตรรกะ (Logic)
  • มีความซื่อสัตย์ในการแสวงหาข้อเท็จจริง (Honesty)
  • มีความระมัดระวังในการใช้หลักฐาน (Self-awareness)
  • มีจินตนาการ (Historical imagination) [13]

อ้างอิง
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C

เทคโนโลยี


Lorem Ipsum คืออะไร?

Lorem Ipsum คือ เนื้อหาจำลองแบบเรียบๆ ที่ใช้กันในธุรกิจงานพิมพ์หรืองานเรียงพิมพ์ มันได้กลายมาเป็นเนื้อหาจำลองมาตรฐานของธุรกิจดังกล่าวมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เมื่อเครื่องพิมพ์โนเนมเครื่องหนึ่งนำรางตัวพิมพ์มาสลับสับตำแหน่งตัวอักษรเพื่อทำหนังสือตัวอย่าง Lorem Ipsum อยู่ยงคงกระพันมาไม่ใช่แค่เพียงห้าศตวรรษ แต่อยู่มาจนถึงยุคที่พลิกโฉมเข้าสู่งานเรียงพิมพ์ด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ และยังคงสภาพเดิมไว้อย่างไม่มีการเปลี่ยนแปลง มันได้รับความนิยมมากขึ้นในยุค ค.ศ. 1960 เมื่อแผ่น Letraset วางจำหน่ายโดยมีข้อความบนนั้นเป็น Lorem Ipsum และล่าสุดกว่านั้น คือเมื่อซอฟท์แวร์การทำสื่อสิ่งพิมพ์ (Desktop Publishing) อย่าง Aldus PageMaker ได้รวมเอา Lorem Ipsum เวอร์ชั่นต่างๆ เข้าไว้ในซอฟท์แวร์ด้วย

ทำไมจึงต้องนำมาใช้?

มีหลักฐานที่เป็นข้อเท็จจริงยืนยันมานานแล้ว ว่าเนื้อหาที่อ่านรู้เรื่องนั้นจะไปกวนสมาธิของคนอ่านให้เขวไปจากส่วนที้เป็น Layout เรานำ Lorem Ipsum มาใช้เพราะความที่มันมีการกระจายของตัวอักษรธรรมดาๆ แบบพอประมาณ ซึ่งเอามาใช้แทนการเขียนว่า ‘ตรงนี้เป็นเนื้อหา, ตรงนี้เป็นเนื้อหา' ได้ และยังทำให้มองดูเหมือนกับภาษาอังกฤษที่อ่านได้ปกติ ปัจจุบันมีแพ็กเกจของซอฟท์แวร์การทำสื่อสิ่งพิมพ์ และซอฟท์แวร์การสร้างเว็บเพจ (Web Page Editor) หลายตัวที่ใช้ Lorem Ipsum เป็นแบบจำลองเนื้อหาที่เป็นค่าตั้งต้น และเวลาที่เสิร์ชด้วยคำว่า 'lorem ipsum' ผลการเสิร์ชที่ได้ก็จะไม่พบบรรดาเว็บไซต์ที่ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มสร้างด้วย โดยหลายปีที่ผ่านมาก็มีการคิดค้นเวอร์ชั่นต่างๆ ของ Lorem Ipsum ขึ้นมาใช้ บ้างก็เป็นความบังเอิญ บ้างก็เป็นความตั้งใจ (เช่น การแอบแทรกมุกตลก)


มันมีที่มาอย่างไร?

ตรงกันข้ามกับความเชื่อที่นิยมกัน Lorem Ipsum ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชุดตัวอักษรที่สุ่มขึ้นมามั่วๆ แต่หากมีที่มาจากวรรณกรรมละตินคลาสสิกชิ้นหนึ่งในยุค 45 ปีก่อนคริสตศักราช ทำให้มันมีอายุถึงกว่า 2000 ปีเลยทีเดียว ริชาร์ด แมคคลินท็อค ศาสตราจารย์ชาวละติน จากวิทยาลัยแฮมพ์เด็น-ซิดนีย์ ในรัฐเวอร์จิเนียร์ นำคำภาษาละตินคำว่า consectetur ซึ่งหาคำแปลไม่ได้จาก Lorem Ipsum ตอนหนึ่งมาค้นเพิ่มเติม โดยตรวจเทียบกับแหล่งอ้างอิงต่างๆ ในวรรณกรรมคลาสสิก และค้นพบแหล่งข้อมูลที่ไร้ข้อกังขาว่า Lorem Ipsum นั้นมาจากตอนที่ 1.10.32 และ 1.10.33 ของเรื่อง "de Finibus Bonorum et Malorum" (The Extremes of Good and Evil) ของ ซิเซโร ที่แต่งไว้เมื่อ 45 ปีก่อนคริสตศักราช หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวที่ว่าด้วยทฤษฎีแห่งจริยศาสตร์ ซึ่งเป็นที่นิยมมากในยุคเรเนสซองส์ บรรทัดแรกของ Lorem Ipsum "Lorem ipsum dolor sit amet.." ก็มาจากบรรทัดหนึ่งในตอนที่ 1.10.32 นั่นเอง
ด้านล่างของหน้านี้คือท่อนมาตรฐานของ Lorem Ipsum ที่ใช้กันมาตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 16ที่ได้รับการสร้างขึ้นใหม่สำหรับผู้ที่สนใจ ประกอบไปด้วย ตอนที่ 1.10.32 และ 1.10.33 จากเรื่อง "de Finibus Bonorum et Malorum" โดยซิเซโร ก็ได้รับการผลิตขึ้นใหม่ด้วยเช่นกันในรูปแบบที่ตรงกับต้นฉบับ ตามมาด้วยเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษจากการแปลของ เอช แร็คแคม เมื่อปี ค.ศ. 1914

จะนำมาใช้ได้จากที่ไหน?

มีท่อนต่างๆ ของ Lorem Ipsum ให้หยิบมาใช้งานได้มากมาย แต่ส่วนใหญ่แล้วจะถูกนำไปปรับให้เป็นรูปแบบอื่นๆ อาจจะด้วยการสอดแทรกมุกตลก หรือด้วยคำที่มั่วขึ้นมาซึ่งถึงอย่างไรก็ไม่มีทางเป็นเรื่องจริงได้เลยแม้แต่น้อย ถ้าคุณกำลังคิดจะใช้ Lorem Ipsum สักท่อนหนึ่ง คุณจำเป็นจะต้องตรวจให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรน่าอับอายซ่อนอยู่ภายในท่อนนั้นๆ ตัวสร้าง Lorem Ipsum บนอินเทอร์เน็ตทุกตัวมักจะเอาท่อนที่แน่ใจแล้วมาใช้ซ้ำๆ ทำให้กลายเป็นที่มาของตัวสร้างที่แท้จริงบนอินเทอร์เน็ต ในการสร้าง Lorem Ipsum ที่ดูเข้าท่า ต้องใช้คำจากพจนานุกรมภาษาละตินถึงกว่า 200 คำ ผสมกับรูปแบบโครงสร้างประโยคอีกจำนวนหนึ่ง เพราะฉะนั้น Lorem Ipsum ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่นี้ก็จะไม่ซ้ำไปซ้ำมา ไม่มีมุกตลกซุกแฝงไว้ภายใน หรือไม่มีคำใดๆ ที่ไม่บ่งบอกความหมาย 

อ้างอิง
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5

ฮาโลวีน

Lorem Ipsum คืออะไร?

Lorem Ipsum คือ เนื้อหาจำลองแบบเรียบๆ ที่ใช้กันในธุรกิจงานพิมพ์หรืองานเรียงพิมพ์ มันได้กลายมาเป็นเนื้อหาจำลองมาตรฐานของธุรกิจดังกล่าวมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เมื่อเครื่องพิมพ์โนเนมเครื่องหนึ่งนำรางตัวพิมพ์มาสลับสับตำแหน่งตัวอักษรเพื่อทำหนังสือตัวอย่าง Lorem Ipsum อยู่ยงคงกระพันมาไม่ใช่แค่เพียงห้าศตวรรษ แต่อยู่มาจนถึงยุคที่พลิกโฉมเข้าสู่งานเรียงพิมพ์ด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ และยังคงสภาพเดิมไว้อย่างไม่มีการเปลี่ยนแปลง มันได้รับความนิยมมากขึ้นในยุค ค.ศ. 1960 เมื่อแผ่น Letraset วางจำหน่ายโดยมีข้อความบนนั้นเป็น Lorem Ipsum และล่าสุดกว่านั้น คือเมื่อซอฟท์แวร์การทำสื่อสิ่งพิมพ์ (Desktop Publishing) อย่าง Aldus PageMaker ได้รวมเอา Lorem Ipsum เวอร์ชั่นต่างๆ เข้าไว้ในซอฟท์แวร์ด้วย

ทำไมจึงต้องนำมาใช้?

มีหลักฐานที่เป็นข้อเท็จจริงยืนยันมานานแล้ว ว่าเนื้อหาที่อ่านรู้เรื่องนั้นจะไปกวนสมาธิของคนอ่านให้เขวไปจากส่วนที้เป็น Layout เรานำ Lorem Ipsum มาใช้เพราะความที่มันมีการกระจายของตัวอักษรธรรมดาๆ แบบพอประมาณ ซึ่งเอามาใช้แทนการเขียนว่า ‘ตรงนี้เป็นเนื้อหา, ตรงนี้เป็นเนื้อหา' ได้ และยังทำให้มองดูเหมือนกับภาษาอังกฤษที่อ่านได้ปกติ ปัจจุบันมีแพ็กเกจของซอฟท์แวร์การทำสื่อสิ่งพิมพ์ และซอฟท์แวร์การสร้างเว็บเพจ (Web Page Editor) หลายตัวที่ใช้ Lorem Ipsum เป็นแบบจำลองเนื้อหาที่เป็นค่าตั้งต้น และเวลาที่เสิร์ชด้วยคำว่า 'lorem ipsum' ผลการเสิร์ชที่ได้ก็จะไม่พบบรรดาเว็บไซต์ที่ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มสร้างด้วย โดยหลายปีที่ผ่านมาก็มีการคิดค้นเวอร์ชั่นต่างๆ ของ Lorem Ipsum ขึ้นมาใช้ บ้างก็เป็นความบังเอิญ บ้างก็เป็นความตั้งใจ (เช่น การแอบแทรกมุกตลก)

มันมีที่มาอย่างไร?

ตรงกันข้ามกับความเชื่อที่นิยมกัน Lorem Ipsum ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชุดตัวอักษรที่สุ่มขึ้นมามั่วๆ แต่หากมีที่มาจากวรรณกรรมละตินคลาสสิกชิ้นหนึ่งในยุค 45 ปีก่อนคริสตศักราช ทำให้มันมีอายุถึงกว่า 2000 ปีเลยทีเดียว ริชาร์ด แมคคลินท็อค ศาสตราจารย์ชาวละติน จากวิทยาลัยแฮมพ์เด็น-ซิดนีย์ ในรัฐเวอร์จิเนียร์ นำคำภาษาละตินคำว่า consectetur ซึ่งหาคำแปลไม่ได้จาก Lorem Ipsum ตอนหนึ่งมาค้นเพิ่มเติม โดยตรวจเทียบกับแหล่งอ้างอิงต่างๆ ในวรรณกรรมคลาสสิก และค้นพบแหล่งข้อมูลที่ไร้ข้อกังขาว่า Lorem Ipsum นั้นมาจากตอนที่ 1.10.32 และ 1.10.33 ของเรื่อง "de Finibus Bonorum et Malorum" (The Extremes of Good and Evil) ของ ซิเซโร ที่แต่งไว้เมื่อ 45 ปีก่อนคริสตศักราช หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวที่ว่าด้วยทฤษฎีแห่งจริยศาสตร์ ซึ่งเป็นที่นิยมมากในยุคเรเนสซองส์ บรรทัดแรกของ Lorem Ipsum "Lorem ipsum dolor sit amet.." ก็มาจากบรรทัดหนึ่งในตอนที่ 1.10.32 นั่นเอง
ด้านล่างของหน้านี้คือท่อนมาตรฐานของ Lorem Ipsum ที่ใช้กันมาตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 16ที่ได้รับการสร้างขึ้นใหม่สำหรับผู้ที่สนใจ ประกอบไปด้วย ตอนที่ 1.10.32 และ 1.10.33 จากเรื่อง "de Finibus Bonorum et Malorum" โดยซิเซโร ก็ได้รับการผลิตขึ้นใหม่ด้วยเช่นกันในรูปแบบที่ตรงกับต้นฉบับ ตามมาด้วยเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษจากการแปลของ เอช แร็คแคม เมื่อปี ค.ศ. 1914

จะนำมาใช้ได้จากที่ไหน?

มีท่อนต่างๆ ของ Lorem Ipsum ให้หยิบมาใช้งานได้มากมาย แต่ส่วนใหญ่แล้วจะถูกนำไปปรับให้เป็นรูปแบบอื่นๆ อาจจะด้วยการสอดแทรกมุกตลก หรือด้วยคำที่มั่วขึ้นมาซึ่งถึงอย่างไรก็ไม่มีทางเป็นเรื่องจริงได้เลยแม้แต่น้อย ถ้าคุณกำลังคิดจะใช้ Lorem Ipsum สักท่อนหนึ่ง คุณจำเป็นจะต้องตรวจให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรน่าอับอายซ่อนอยู่ภายในท่อนนั้นๆ ตัวสร้าง Lorem Ipsum บนอินเทอร์เน็ตทุกตัวมักจะเอาท่อนที่แน่ใจแล้วมาใช้ซ้ำๆ ทำให้กลายเป็นที่มาของตัวสร้างที่แท้จริงบนอินเทอร์เน็ต ในการสร้าง Lorem Ipsum ที่ดูเข้าท่า ต้องใช้คำจากพจนานุกรมภาษาละตินถึงกว่า 200 คำ ผสมกับรูปแบบโครงสร้างประโยคอีกจำนวนหนึ่ง เพราะฉะนั้น Lorem Ipsum ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่นี้ก็จะไม่ซ้ำไปซ้ำมา ไม่มีมุกตลกซุกแฝงไว้ภายใน หรือไม่มีคำใดๆ ที่ไม่บ่งบอกความหมาย 

อ้างอิง
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AE%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%99

วันคริสต์มาส

Lorem Ipsum คืออะไร?

Lorem Ipsum คือ เนื้อหาจำลองแบบเรียบๆ ที่ใช้กันในธุรกิจงานพิมพ์หรืองานเรียงพิมพ์ มันได้กลายมาเป็นเนื้อหาจำลองมาตรฐานของธุรกิจดังกล่าวมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เมื่อเครื่องพิมพ์โนเนมเครื่องหนึ่งนำรางตัวพิมพ์มาสลับสับตำแหน่งตัวอักษรเพื่อทำหนังสือตัวอย่าง Lorem Ipsum อยู่ยงคงกระพันมาไม่ใช่แค่เพียงห้าศตวรรษ แต่อยู่มาจนถึงยุคที่พลิกโฉมเข้าสู่งานเรียงพิมพ์ด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ และยังคงสภาพเดิมไว้อย่างไม่มีการเปลี่ยนแปลง มันได้รับความนิยมมากขึ้นในยุค ค.ศ. 1960 เมื่อแผ่น Letraset วางจำหน่ายโดยมีข้อความบนนั้นเป็น Lorem Ipsum และล่าสุดกว่านั้น คือเมื่อซอฟท์แวร์การทำสื่อสิ่งพิมพ์ (Desktop Publishing) อย่าง Aldus PageMaker ได้รวมเอา Lorem Ipsum เวอร์ชั่นต่างๆ เข้าไว้ในซอฟท์แวร์ด้วย

ทำไมจึงต้องนำมาใช้?

มีหลักฐานที่เป็นข้อเท็จจริงยืนยันมานานแล้ว ว่าเนื้อหาที่อ่านรู้เรื่องนั้นจะไปกวนสมาธิของคนอ่านให้เขวไปจากส่วนที้เป็น Layout เรานำ Lorem Ipsum มาใช้เพราะความที่มันมีการกระจายของตัวอักษรธรรมดาๆ แบบพอประมาณ ซึ่งเอามาใช้แทนการเขียนว่า ‘ตรงนี้เป็นเนื้อหา, ตรงนี้เป็นเนื้อหา' ได้ และยังทำให้มองดูเหมือนกับภาษาอังกฤษที่อ่านได้ปกติ ปัจจุบันมีแพ็กเกจของซอฟท์แวร์การทำสื่อสิ่งพิมพ์ และซอฟท์แวร์การสร้างเว็บเพจ (Web Page Editor) หลายตัวที่ใช้ Lorem Ipsum เป็นแบบจำลองเนื้อหาที่เป็นค่าตั้งต้น และเวลาที่เสิร์ชด้วยคำว่า 'lorem ipsum' ผลการเสิร์ชที่ได้ก็จะไม่พบบรรดาเว็บไซต์ที่ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มสร้างด้วย โดยหลายปีที่ผ่านมาก็มีการคิดค้นเวอร์ชั่นต่างๆ ของ Lorem Ipsum ขึ้นมาใช้ บ้างก็เป็นความบังเอิญ บ้างก็เป็นความตั้งใจ (เช่น การแอบแทรกมุกตลก)

มันมีที่มาอย่างไร?

ตรงกันข้ามกับความเชื่อที่นิยมกัน Lorem Ipsum ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชุดตัวอักษรที่สุ่มขึ้นมามั่วๆ แต่หากมีที่มาจากวรรณกรรมละตินคลาสสิกชิ้นหนึ่งในยุค 45 ปีก่อนคริสตศักราช ทำให้มันมีอายุถึงกว่า 2000 ปีเลยทีเดียว ริชาร์ด แมคคลินท็อค ศาสตราจารย์ชาวละติน จากวิทยาลัยแฮมพ์เด็น-ซิดนีย์ ในรัฐเวอร์จิเนียร์ นำคำภาษาละตินคำว่า consectetur ซึ่งหาคำแปลไม่ได้จาก Lorem Ipsum ตอนหนึ่งมาค้นเพิ่มเติม โดยตรวจเทียบกับแหล่งอ้างอิงต่างๆ ในวรรณกรรมคลาสสิก และค้นพบแหล่งข้อมูลที่ไร้ข้อกังขาว่า Lorem Ipsum นั้นมาจากตอนที่ 1.10.32 และ 1.10.33 ของเรื่อง "de Finibus Bonorum et Malorum" (The Extremes of Good and Evil) ของ ซิเซโร ที่แต่งไว้เมื่อ 45 ปีก่อนคริสตศักราช หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวที่ว่าด้วยทฤษฎีแห่งจริยศาสตร์ ซึ่งเป็นที่นิยมมากในยุคเรเนสซองส์ บรรทัดแรกของ Lorem Ipsum "Lorem ipsum dolor sit amet.." ก็มาจากบรรทัดหนึ่งในตอนที่ 1.10.32 นั่นเอง
ด้านล่างของหน้านี้คือท่อนมาตรฐานของ Lorem Ipsum ที่ใช้กันมาตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 16ที่ได้รับการสร้างขึ้นใหม่สำหรับผู้ที่สนใจ ประกอบไปด้วย ตอนที่ 1.10.32 และ 1.10.33 จากเรื่อง "de Finibus Bonorum et Malorum" โดยซิเซโร ก็ได้รับการผลิตขึ้นใหม่ด้วยเช่นกันในรูปแบบที่ตรงกับต้นฉบับ ตามมาด้วยเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษจากการแปลของ เอช แร็คแคม เมื่อปี ค.ศ. 1914

จะนำมาใช้ได้จากที่ไหน?

มีท่อนต่างๆ ของ Lorem Ipsum ให้หยิบมาใช้งานได้มากมาย แต่ส่วนใหญ่แล้วจะถูกนำไปปรับให้เป็นรูปแบบอื่นๆ อาจจะด้วยการสอดแทรกมุกตลก หรือด้วยคำที่มั่วขึ้นมาซึ่งถึงอย่างไรก็ไม่มีทางเป็นเรื่องจริงได้เลยแม้แต่น้อย ถ้าคุณกำลังคิดจะใช้ Lorem Ipsum สักท่อนหนึ่ง คุณจำเป็นจะต้องตรวจให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรน่าอับอายซ่อนอยู่ภายในท่อนนั้นๆ ตัวสร้าง Lorem Ipsum บนอินเทอร์เน็ตทุกตัวมักจะเอาท่อนที่แน่ใจแล้วมาใช้ซ้ำๆ ทำให้กลายเป็นที่มาของตัวสร้างที่แท้จริงบนอินเทอร์เน็ต ในการสร้าง Lorem Ipsum ที่ดูเข้าท่า ต้องใช้คำจากพจนานุกรมภาษาละตินถึงกว่า 200 คำ ผสมกับรูปแบบโครงสร้างประโยคอีกจำนวนหนึ่ง เพราะฉะนั้น Lorem Ipsum ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่นี้ก็จะไม่ซ้ำไปซ้ำมา ไม่มีมุกตลกซุกแฝงไว้ภายใน หรือไม่มีคำใดๆ ที่ไม่บ่งบอกความหมาย
อ้างอิง
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AA